วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การล่มสลายของสถาบันฯ2

การล่มสลายของสถาบันฯ

ภายหลังที่ พล.อ.อาทิตย์ ได้ถูกหวย ๒ เด้งในปี ๒๕๒๔ พอข้ามปีคือ ปี พ.ศ.๒๕๒๕

พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอกก็ถูกหวยอีก ๒ เด้ง คือได้รับการโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และในปีถัดไปคือ ปี ๒๕๒๖


พล.อ.อาทิตย์ก็ได้ถูกหวยอีกครั้งและเป็นสองเด้งอีกเช่นกัน โดยได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชการทหารสูงสุดควบผู้บัญชาการทหารบก พร้อมกับรับพระราชทานยศ พลเรือเอกและ พลอากาศเอก นี่คือตำนาน ๒ นายพล คือเปรมและอาทิตย์ ที่ได้รับสูตรยาอาหารเร่งยี่ห้อภูมิพลและสิริกิติ์

ด้วยวิธีการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งแบบตามใจฉันตามแบบฉบับภูมิพล บวกสิริกิติ์นี่แหละครับ นำความหายนะมาสู่กองทัพด้วยความไม่ตั้งใจ ดังนั้นท่านผู้อ่านก็จงอย่าได้แปลกใจว่าเหตุใดกองทัพจึงอ่อนแอและไม่พัฒนา แล้วก็อย่าได้สงสัยนะครับว่าทำไมกองทัพถึงได้มีความแตกแยกให้ได้เห็นอยู่เป็นประจำ

วิธีการตามใจฉันดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น พอนานเข้าก็เลยกลายเป็นเรื่องปรกติธรรมดา

และพัฒนามาเป็นนิสัยที่เอาแต่ใจตัวเอง โดยที่ไม่มีใครกล้าขัดใจ และก็ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียง ๒ คน แค่ภูมิพลและสิริกิติ์เท่านั้น โรคนี้ยังได้แพร่ระบาดและติดต่อไปยังลูกหลานและบุคคลรับใช้ใกล้ชิดอีกด้วย ดังเช่นนายทหารบ้านนอกอย่างเปรมนี่เป็นตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดว่า เป็นบุคคลที่ใครก็ตามไม่อาจที่จะแตะต้องได้ แม้วิภาควิจารณ์ก็เป็นเรื่องต้องห้าม ทำอะไรก็ไม่ผิดเพราะตำแหน่งประธานองคมนตรีมาจากการโปรดเกล้าแต่งตั้งโดยกษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย จะลาออกก็ไม่ได้ ต้องเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยอีกเช่นกันในการที่จะปลดออก

การที่เอาผิดไม่ได้กับคนของภูมิพลดังที่กล่าวมาข้างต้น เปรมจึงได้กระทำทุกอย่างในฐานะร่างทรงกษัตริย์ที่ทุกหน่วยงานแห่งรัฐต้องยำเกรงและให้ความร่วมมือ แม้จะผิดกฏหมายหรือกฏระเบียบก็ตาม หรือแม้แต่องค์กรเอกชนก็ได้รับการคุ้มครองให้พ้นผิด ถ้าหากความผิดนั้นเป็นไปเพื่อความจงรักภักดี ดังเช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุลเป็นแกนนำเป็นต้น ดังนั้นจึงมีปรากฏการณ์ทางสังคมให้ได้เห็นในเรื่องความอยุติธรรม จนเป็นที่ขัดสายตาของคนทั้งประเทศครั้งแล้วครั้งเล่าแบบชนิดว่า กูจะทำอย่างนี้มึงจะทำไม อันเปรียบเสมือนเป็นการตบหน้าพี่น้องคนไทยทั้งแผ่นดิน

ข้าราชการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามวิถีทางที่ควรจะเป็น กฏหมายไม่สามารถเอาผิดกับคนบางกลุ่มได้ ศาลสถิตยุติธรรมมีการตัดสินความตามใจ ฝ่ายผู้สนับสนุนเจ้า ปล่อยให้ผู้กระทำผิดกฏหมายร้ายแรงลอยนวลโดยไม่ถูกลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นการบุกยึดทำเนียบรัฐบาลก็ดี การบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ อันเป็นสนามบินนานาชาติที่เป็นการ

กระทำผิดกฏหมายสากลก็ดี หรือแม้แต่การบุกไปปิดล้อมตึกรัฐสภา

ซึ่งไม่ได้หวังผลเพียงขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น หากแต่ต้องการถึงขั้นจะเอาชีวิตนายสมชาย วงค์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ด้วยการปลุกระดมด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า
ฆ่ามัน ฆ่ามันเลยทีเดียว แต่ที่อัปยศและบัดซบสุดบรรยายนั้นก็คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบกลับต้องเป็นผู้ต้องหาฐานกระทำความชั่วร้ายแรง ส่วนนายสมชาย วงค์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีต้องหนีตายไต่กระไดลิงขึ้นเฮลิคอบเตอร์ ด้วยความทุลักทุเล กลับถูก ปปช ชี้มูลความผิดพร้อมกับพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในกรณีสลายการชุมนุม และที่บัดซบสุดบรรยายคงไม่มีอะไรที่เลวร้ายเกินกว่า การบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรที่ถูกแจ้งข้อหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น กลับได้รับการยกระดับให้กลายเป็นผู้ก่อการดี

กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม พิพากษาความก็ไม่ต้องเป็นไปตามตัวบทแห่งกฏหมาย แต่เลือกใช้วิธีการตีความตามพจนานุกรม ดังนั้นการตัดสินชี้มูลผิดนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จนต้องออกจากตำแหน่งด้วยสาเหตุการออกอากาศในรายการชิมไปบ่นไป จึงเป็นที่โจษจันไปทั่วโลกถึงกระบวน การยุติธรรมของประเทศไทยให้คนไทยได้อายไปทั่วหน้า

ประเทศไทยไม่อาจที่จะพัฒนาได้ ทั้งๆที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในแถบทวีปเอเซีย นั่นก็สืบเนื่องจากเรามีสถาบันกษัตริย์คอยเป็นเครื่องถ่วงความเจริญ ประเทศสิงคโปร์เป็นเกาะเล็กๆมีเนื้อที่ขนาดเท่ากับกรุงเทพมหานครของเราเท่านั้น แต่เขาสามารถขี่คอประเทศไทย พัฒนาประเทศของเขาจนร่ำรวย ทั้งๆ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติหรือแหล่งวัตถุดิบใดๆ และแม้กระทั่งน้ำจืดก็ไม่มีไว้ใช้สำหรับ

บริโภค ความร่ำรวยของประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ได้กลายเป็นประเทศผู้นำในด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยอาศัยวัตถุดิบและสินค้าเกษตร ตลอดจนให้สินบนกับผู้มีอำนาจของไทย โดยยินยอมให้เหยียบบ่าเพื่อปีนขึ้นไปเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในแถบทวีปเอเซีย เคย มีคำถามที่ว่ารัฐบาลไทยโง่บ้าง รับสินบนจากสิงคโปร์ บ้างในกรณีก่อสร้างสนามบินนานาชาติหรือที่รู้จักกันในชื่อว่า สนามบินหนองงูเห่า ซึ่งโครงการที่ว่านึ้เกิดขึ้น เมื่อปี ๒๕๐๓

ในยุคของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยรัฐบาลได้ว่าจ้าง LITCHFIELD WHITING BOURIE AND ASSOCIATE (LWBA) มาวางผังเมืองกรุงเทพฯ และหลังจากที่ได้ทำการศึกษาแล้วก็ได้เสนอให้รัฐบาลไทยควรมีสนามบินพาณิชย์ที่แยกออกจากสนามบินทหารที่ดอนเมือง ครั้นในปี พ.ศ.๒๕๐๔ กระทรวงคมนาคม ภายใต้รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ได้ทำการสำรวจพื้นที่ให้มีระยะห่างและทิศทางที่เหมาะสมกับการขึ้นลงของสนามบินดอนเมืองตามคำแนะนำของ LWBA โดยมีความเห็นชอบว่า บริเวณหนองงูเห่า ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีความเหมาะสมที่จะเป็นที่ตั้งในการก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ และจากนั้นจนกระทั่งเปิดใช้งานวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๙ รวมเวลาเกือบ ๕๐ ปี

จึงสามารถสร้างเสร็จได้ในยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เกือบ ๕๐ ปี ผมจะไม่นำเสนอในรายละเอียดของแต่ละรัฐบาลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ในส่วนไหน แต่จะขอนำเสนอว่ามีนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างสนามบินแห่งนี้ว่ามีใครบ้างดังต่อไปนี้

ปี พ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๐๔ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ปี พ.ศ.๒๕๐๖-๒๕๑๖ จอมพลถนอม กิตติขจร มีการจัดซื้อและเวณคืนที่ดินประมาณ ๒๐,๐๐๐ ไร่

ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์

ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ปี พ.ศ.๒๕๓๓ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

ปี พ.ศ.๒๕๓๔ นายอานันท์ ปันยารชุน

ปี พ.ศ.๒๕๓๕ นายชวน หลีกภัย

ปี พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๓๙ นายบรรหาร ศิลปอาชา

ทุกรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีตามรายชื่อที่ปรากฏอยู่ข้างต้นนี้ ไม่มีรัฐบาลไหนที่สามารถหลุดพ้นได้จากคำครหา...


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น